วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ม.ศรีปทุม ผลักดันเทคโนโลยีCloud Computing

จับมือไมโครซอฟท์ ทำให้เกิดรูปธรรมโครงการ Live@edu ครั้งแรกในไทย สร้างระบบอีเมล์ให้กว่า 400 ร.ร.ทั่วประเทศ หวังลดช่องว่างการเรียนรู้ด้านการศึกษา และประหยัดงบประมาณการลงทุนของร.ร.

นางสาวรัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ความร่วมมือกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ครั้งนี้ เพื่อผลักดันเทคโนโลยี Cloud Computing ให้เป็นโครงการรูปธรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับโครงการสร้างระบบอีเมล์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ หรือ Live@edu ที่ช่วยให้ครู นักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคลากรของโรงเรียนทั่วประเทศมีระบบอีเมล์เป็นของตนเอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

อธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าวต่อว่า ขณะนี้เทคโนโลยีสารสนเทศเจริญก้าวหน้า และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล์ ที่เข้ามาทดแทนการสื่อสารในระบบเอกสารแบบเดิม ขณะที่การจัดการการศึกษาในประเทศไทยได้มีการนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ต้องมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างอาจารย์และนักเรียนผ่านอีเมล์ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารระหว่างนักเรียนและอาจารย์ไม่สามารถจัดให้อยู่ในรูปแบบระบบอีเมล์ของโรงเรียนได้ เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูง ประกอบกับต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ทำให้อาจารย์ และนักเรียนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวรัชนีพร กล่าวอีกว่า รูปแบบการดำเนินโครงการ Live@edu ในการสร้างระบบอีเมล์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศนั้น ข้อมูลของโรงเรียนจะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์เก็บข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์ โดยใช้ระบบและมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบสากล มีการทดสอบระบบความปลอดภัยอย่างละเอียดเสมอ มหาวิทยาลัยศรีปทุมทำหน้าที่เป็น gateway ในการสร้าง username และ password ให้กับอาจารย์ นักเรียน และบุคลากรของโรงเรียน ในขณะที่โรงเรียนจะเป็นผู้บริหารจัดการ และบำรุงรักษาระบบอีเมล์ของตนเอง เพื่อความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูล

นายประสบโชค ประมงกิจ ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การใช้งานและการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ขณะที่ไมโครซอฟท์เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างคุ้มค่ามากที่สุด อีกทั้งช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานใหม่ๆ ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานเทคโนโลยี และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนี้ จากพันธกิจ Unlimited Potential ของไมโครซอฟท์ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยใน 3 ด้านหลักๆ คือ การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนานวัตกรรมท้องถิ่น และการสร้างอาชีพ ที่ได้ดำเนินการในประเทศไทยมากว่า 2 ปี นั้น ไมโครซอฟท์ได้

ผอ.ด้านเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวต่อการพัฒนาการศึกษาเป็นหนึ่งในภาระกิจหลักที่สำคัญยิ่งของไมโครซอฟท์ เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไมโครซอฟท์ โดยจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษาไทย ที่ถือว่าเป็น lifelong learning และ self-learning ได้ สำหรับในประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ การเข้าถึงข้อมูลระหว่างในกรุงเทพฯ ในเมือง และต่างจังหวัดในท้องถิ่นที่ห่างไกลยังแตกต่างกันมาก ทั้งนี้ บริการและเทคโนโลยีออนไลน์จึงน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในการเชื่อมต่อโลกแห่งการเรียนรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นที่มาของโครงการ Live@edu หรือการสร้างระบบอีเมล์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

นายประสบโชค กล่าวด้วยว่า การผนวกเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ เงินลงทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แต่ละโรงเรียนมีอยู่แล้ว พัฒนาให้เกิดสังคมการเรียนรู้ยุคใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของเด็ก และช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนกว่า 10 ล้านบาทต่อโรงเรียน ขณะนี้ มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นกว่า 400 แห่งทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ และชนบทห่างไกล ถือเป็นการลดช่องว่างการเรียนรู้ของเด็ก และสร้างความเท่าเทียมให้กับวงการการศึกษาไทย ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการติดตั้งระบบไปแล้ว 10 โรงเรียน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและเปลี่ยนข้อมูลอาจารย์และนักเรียนเป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละโรงเรียนยังแตกต่างกัน โดยเร็วๆ นี้ม.ศรีปทุมจะเชิญตัวแทนจากโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการมาร่วมสัมมนาเพื่อติดตามความคืบหน้าการติดตั้งระบบ และจัดอบรมด้านไอทีให้กับบุคลากร ส่วนโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Live@edu สามารถสมัครผ่านมหาวิทยาลัยศรีปทุมได้ที่ www.emailstudent.net หรือโทร 02 561 2222 ต่อ 2121 – 2124

ฆ่าหั่นศพเด็ก

เป็นคดีที่สุดโหดเหี้ยมสะเทือนขวัญสำหรับการฆ่าหั่นศพเด็กชายวัยกำลังน่ารัก ที่เพิ่งพบศพเมื่อเช้าวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา

นายประทิน ปานฮวบ ชายเก็บของเก่าเป็นผู้ไปพบในหมู่บ้านพิมาน หมู่บ้านร้าง ในซอยอินทาวาส 32 ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.

ขณะเอาเศษอาหารไปเลี้ยงสุนัขจรจัดบริเวณที่รกร้างหน้าหมู่บ้าน พบถุงใส่ขยะสีดำ 4 ถุง ปากถุงถูกมัดแน่นหนา เปิดถุงแรกออกดูถึงกับผงะ
เจอศีรษะเด็ก

เป็นเด็กชายอายุ 4-6 ขวบ มีรอยแผลถูกยิงที่ริมฝีปากขวา 1 นัด โหนกแก้มขวามีบาดแผล ด้านหลังคอด้านขวามีรอยฉีกขาดยาวขึ้นไปเกือบถึงหู

รีบแจ้งตำรวจมาตรวจสอบที่เหลืออีก 3 ถุงที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนต่างๆของศพ

ตำรวจมาตรวจสอบแล้วเปิดดูอีก 3 ถุง

ภายในถุงพบชิ้นส่วนเปลือยของศพเด็ก เช่น ส่วนของลำตัว ขา ข้อเท้า และแขนทั้ง 2 ข้าง

ทั้งหมดเป็นชิ้นส่วนจากศพเดียวกัน

ขาดมือทั้ง 2 ข้าง

ส่วนบาดแผลนอกจากที่ศีรษะแล้ว ยังพบถูกยิงที่กลางหลังทะลุท้ายทอย 1 นัด แขนซ้ายและแขนขวาอีกข้างละ 1 นัด

เห็นได้ว่าก่อนฆ่าให้ตาย ฆาตกรทรมานร่างกายของเด็กก่อนด้วยการใช้ปืนยิงที่แขนทั้ง 2 ข้าง

ตำรวจตั้งประเด็นเอาไว้หลายประเด็น

จับจุดตรงที่มีการทรมานเด็กเป็นหลัก

เช่น ต้องการให้เด็กบอกความลับบางอย่าง หรือทรมานเด็กเพื่อให้พ่อแม่บอกความลับ หรืออาจเป็นการจับเด็กมาเรียกค่าไถ่

พ่อแม่อาจไม่ยอมจ่ายค่าไถ่ จึงต้องบังคับจิตใจด้วยการทำร้าย

ทรมานเด็ก

ก่อนที่จะฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม

นอกจากชิ้นส่วนของศพแล้ว ตำรวจได้วิกผม 1 อัน กับเศษกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ เป็นเบาะแสสำหรับการคลี่คลายคดี

ตอนนี้ตำรวจยังมืดมน

ไม่รู้ว่าเด็กเป็นใคร พ่อแม่เป็นใครอยู่ที่ไหน

ต้องพึ่งสื่อมวลชนในการลงภาพของเด็กเพื่อให้คนที่รู้จักติดต่อตำรวจเพื่อแจ้งเบาะแส ช่วยเหลือตำรวจในการคลี่คลายคดี

ฆาตกรลงมือกับเด็กไร้เดียงสาอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์เช่นนี้

ทุกคนต้องช่วยตำรวจ ให้ลากคอมันมาลงโทษให้ได้.

"เพลิงมรกต"

นักโทษเด็กชั้นดี ได้สิทธิซิ่งนอกคุก

วันนี้ ยาเสพติด ยาบ้า...หวนกลับมาอาละวาดสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยอีกรอบหนึ่งแล้ว

เป็นเพราะกฎหมายบ้านเราไม่เข้มแข็งรุนแรงพอ เจ้าหน้าที่หย่อนยาน หรือระบบลงโทษผู้กระทำความผิดหละหลวมกันแน่...จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ค้าไม่ เข็ดหลาบ

ด้วยวันนี้กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดมีช่องทางใหม่ ในการค้าขายยาเสพติด ที่แม้จะถูกจับได้ ศาลตัดสินลงโทษจำคุกหนักหลายปีก็ตาม

แต่โทษที่ได้รับ...ช่างเบานุ่มประหนึ่งนุ่นสำลี

เพราะมีชื่ออยู่ในบัญชีต้องโทษถูกคุมขัง ตัวตนสามารถออกไปไหนต่อไหน นอกสถานที่คุมขังได้

ถ้าใช้เด็ก ค้าขายยาเสพติดให้แทน

อย่างกรณี นายโยธิน สีสม นักโทษเยาวชนคดีค้ายาเสพติด ถูกศาล ตัดสินลงโทษให้เข้ารับการฝึกและอบรม ใน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2556

แต่ปรากฏว่า ตัวนักโทษเยาวชนผู้นี้ กลับมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถเก๋งอัดก๊อบปี้ชนเสาไฟฟ้า นอกสถานที่คุมขัง ในค่ำวันที่ 31 ม.ค. 2553 ขณะนั่งรถเก๋ง ที่เพื่อนขับมารับออกไปจากศูนย์ฝึกฯ

การสืบสวนของตำรวจได้ข้อมูล นายโยธินกับเพื่อนน่าจะไปรับยาบ้าบริเวณรอยต่อกับพม่า ในพื้นที่ อ.เชียงดาว แต่ด้วยเร่งรีบทำเวลากลับมาเข้าสถานที่ควบคุมตัวได้ทันเวลา เพราะในรถที่เกิดอุบัติเหตุมีกระดาษฟอยล์ที่พ่อค้ายาบ้านิยมใช้กัน

ประกอบกับศูนย์ฝึกฯ แห่งนี้มีประวัติ เมื่อกรกฎาคม 2552 ถูก ป.ป.ส.บุกเข้าตรวจค้น พบยาบ้านับพันเม็ดซุกซ่อนอยู่ในศูนย์ฝึกฯ ในหอพักเรือนนอนที่ นายโยธิน พักอยู่

ด้วยความเร่งรีบให้ทันเวลาจึงเป็นเหตุให้รถเก๋งเสียหลักชนเสาไฟฟ้า เสียชีวิตนอกสถานที่คุมขัง...เป็นข่าวฉาวให้สังคมกังขา นักโทษออกไปซิ่งตายนอกเรือนจำได้อย่างไร

แต่ทางผู้บริหารกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ออกมาชี้แจงเหตุผลว่า...นายโยธิน เป็นเด็กที่มีความประพฤติดี เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ที่ผ่านมาพึ่งได้สิทธิขออนุญาตออกไปนอกศูนย์ฝึกฯหลายครั้ง...แต่ครั้งนี้ออก ไปแล้วตายนี่ ไม่ได้ขออนุญาต

ภัยร้ายบนอินเตอร์เน็ตทำเด็กซึมเศร้าอยู่ในโลกความฝัน


เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยชี้ชัด เด็กและเยาวชนใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการบันเทิงมากที่สุด ขณะที่ผลกระทบด้านสังคม ไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอก หรือคุยกับคนรอบข้าง ซึมเศร้าอยู่แต่ในโลกความฝันของตัวเอง

วันนี้(14 พ.ค.)น.ส.ประพิมพ์พรรณ สุวรรณกูฏ นักพัฒนาสังคม สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ (สท.) กล่าวว่า จากการศึกษา เรื่อง ผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทย : กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยศึกษาพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนทั้ง ด้านการศึกษา ด้านบันเทิง ด้านลบ และด้านธุระ/ซื้อขาย รวมถึงความสัมพันธ์ของผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต กับกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,584 คน

ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการรับสื่ออินเทอร์เน็ตบันเทิงมาก ที่สุด ได้แก่ รับข่าวสาร พูดคุยติดต่อเพื่อน ดูหนังฟังเพลง เสนอความคิดเห็นในกระทู้ต่าง ๆ รองลงมาด้านการศึกษา ได้แก่ เพื่อส่งงานให้อาจารย์ทางอีเมล์ หาข้อมูลในการเรียนหรือเตรียมตัวสอบ ค้นคว้าผ่านห้องสมุดดิจิตอล และแลกเปลี่ยนข่าวสารการเรียนกับเพื่อน ด้านธุระ/ซื้อขาย ได้แก่ ติดต่อธุระ ซื้อขายสินค้า หาข้อมูลสินค้า ทำธุระทางการเงิน จ่ายค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ หาข้อมูลเพื่อการทำงานที่มิใช่การเรียน สร้างรายได้ และด้านลบ ได้แก่ ดูเรื่องต่างๆ ที่ตอบสนองอารมณ์ทางเพศ ดูคลิปวิดีโอหรือภาพโป๊เปลือย ค้นข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นของต้องห้าม นินทาหรือด่าว่ากัน สื่อสารกับเพื่อนในเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่รู้ ใช้เพื่อการพนัน เล่นเกมออนไลน์เพื่อการเอาชนะและความสะใจผลจากการใช้อินเทอร์เน็ตมีผลต่อ สุขภาพจิตทางบวกของเด็กและเยาวชนมากที่สุด ได้แก่ ทำให้มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น เข้าใจและพอใจกับชีวิตของตนเอง มีความสุขกับสิ่งที่ทำแต่ละวัน สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จ มีความมุ่งมั่นในการทำภารกิจต่าง ๆ รู้สึกสนุก เพลิดเพลินใจ รองลงมาคือสุขภาพกาย ในทางลบ ได้แก่ ทำให้อ่อนล้าสายตา สายตาสั้นลง ตายลาย เมื่อยแขน ปวดศีรษะ มึนศีรษะ ปวดก้นกบ หลัง ไหล่ กล้ามเนื้อมือและนิ้ว ร่างกายเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ลืมเวลาทานอาหารจนปวดท้อง เพลินจนไม่ได้เข้าห้องน้ำ ทำให้มีผลต่อระบบขับถ่าย และสุขภาพจิตในทางลบ ได้แก่ ทำให้รู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจตนเองได้ หงุดหงิดกังวลใจกับเรื่องเล็กน้อย ทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายเสร็จไม่ทัน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง เบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิต

น.ส.ประพิมพ์พรรณ กล่าวว่า การใช้อินเตอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนยังเกิดผลกระทบด้านสังคม คือ ถูกหลอก เกิดอาชญากรรมเจอคนที่พูดไม่ดีรู้สึกแย่ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อยากไปเจอเพื่อน ๆ น้อยลง รู้จักแต่คนที่เล่นเกมที่รุนแรง อยู่ในโลกความฝัน ทำให้ไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอก ไม่ค่อยได้คุยกับพ่อแม่ ไม่คุยกับคนรอบข้าง บางทีทำให้ทะเลาะกันเพราะมีความคิดเห็นต่างกัน อย่างไรก็ตามเด็กและเยาวชนยังแสดงความเห็นในการจัดการเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม เช่น ควรมีกฎหมายสั่งปิด ปราบปราม เพื่อการสร้างสื่อที่ดีต่อสังคม ออกมาตรการควบคุมอายุผู้เข้าชม รณรงค์ให้ผู้คนรู้จักละอายใจที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เหล่านั้น หรือมีขั้นตอนการลงโทษ คอยตรวจสอบ เว็บไซต์ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลมากขึ้น เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและการละเมิดโดยการนำภาพคนอื่นมาตัดต่อให้เกิดความ เสียหาย ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานด้วยไม่ใช่ปล่อยให้เล่นเพลิน สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจัยครั้งนี้ คือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ตของ เด็กและเยาวชนไทย ซึ่งพบว่าเนื้อหาที่มีอยู่มากกว่า 1,000 ล้านเว็บไซต์ทั่วโลกมีทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์และที่ก่อให้เกิดโทษ จึงควรมีมาตรการที่เข้มงวด มีประสิทธิภาพในการจัดการและป้องกันปัญหาที่เกิดจากอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะด้านเนื้อหา หรือรูปภาพต่าง ๆ โดยการออกข้อบังคับเพื่อปราบปรามสิ่งยั่วยุที่อาจจะมีอยู่มากเกินไปในสังคมไทย

น้ำตาลไหม้ 16/10/52

ตอนที่ 16   (ต่อจากวานนี้)

"ผมมาปรึกษาถูกคนจริงๆเลย ขอบคุณมากครับน้าพา"

"แต่ก็ไม่รู้นะว่าเค้าจะยอมรับความช่วยเหลือจากเรารึเปล่า"

ปวันชะงัก หน้าขรึมลง รู้สึกกังวลเช่นนั้นเหมือนกัน...

ooooooo

ตกบ่าย ติ๊กแวะมาหาตาวที่ห้องพัก พอรู้ว่าตาว ไปหาคุณหญิงแม่มาแล้วเรื่องเงินสามสิบล้าน    ติ๊กต่อว่าตาวที่รีบร้อนนัก ตาวจึงชี้แจงว่า   ไม่เจ็บให้เห็น จะจะแบบนี้คุณแม่ไม่ยอมให้หรอก ติ๊กเลยอดแขวะไม่ได้ว่า ลืมไปว่าคุยกับลูกเศรษฐี  เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก

"แลกกับความสบายใจ ช่างมันเถอะพี่ติ๊ก"

"แต่พี่ว่ามันมากเกินไปสำหรับคนแบบนั้น คิดดูเงินตั้งสามสิบล้าน ถ้าคุณหญิงท่านเอาไปใช้งานมูลนิธิจะเป็นประโยชน์กับคนเดือดร้อนอีกตั้งเท่าไหร่ แล้วตาวนัดกับแอวันไหนล่ะ"

"ยังไม่ได้คุยกันเลย"

"วันนัดพี่ขอไปด้วยคนนะ พี่เป็นห่วงตาว กลัวโดนเค้าทำร้ายเอาอีก" 

ตาวพยักหน้ารับ...ติ๊กนิ่งคิด ยังไงก็จะพยายามหาทางช่วยตาวไม่ให้ต้องเสียเงินมากโดยใช่เหตุ...

คืนนี้ที่ผับมีการเลี้ยงส่งวิมาดาที่จะไปอยู่ออสเตรเลีย ปวัน สาธร และแจ้งหล้ามากันครบแก๊ง สาธรนั้นไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังการไปครั้งนี้ของวิมาดา จึงอวยพรเธอเต็มที่ และไม่วายออกอาการหมาหยอกไก่ บอกวิมาดาว่า ยังไงก็อย่าลืมว่ายังมีพ่อม่ายไทย ไม่รวยแต่จริงใจรออยู่ที่นี่อีกคน 

"อ้อ เกือบลืม เนียนเค้าฝากช่อดอกไม้มาให้ด้วย" 

วิมาดาชะงัก ชำเลืองมองหน้าปวันเล็กน้อย ก่อนจะรับช่อดอกไม้มาจากสาธร พร้อมกันนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือสาธรดังขึ้น เนียนโทร.มานั่นเอง สาธรพูดกับเนียนไม่กี่คำก็ส่งโทรศัพท์ ให้วิมาดา บอกว่าเนียนจะคุยด้วย วิมาดารับโทรศัพท์แล้วเดินเลี่ยงไปคุยด้านนอก ปวันมองตามวิมาดาด้วยความเป็นห่วง

"เนียนขอรบกวนเวลาปาร์ตี้แป๊บนึงนะคะ" เนียนเปิดฉากผ่านเครื่องมือสื่อสาร "เนียนอยากโทร.มาชื่นชมที่คุณวิตัดสินใจเลิกทำบาป แล้วหลบไปฟอกตัวที่เมืองนอกแทนน่ะค่ะ แต่อย่าไปทำพฤติกรรมแย่ๆแบบนี้ที่เมืองนอกอีกนะคะ เสียชื่อหญิงไทยหมด"

วิมาดาน้ำตาคลอขึ้นมาด้วยความเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะรักและเกรงใจสาธรกับปวัน ได้แต่นิ่งฟังอย่างเดียว 

"ไปแล้วก็ขอให้ไปลับนะคะ อย่าติดต่อคุณเป้อีกเลย ถ้าฉันจับได้ฉันจะบินตามไปเยี่ยมถึงที่อีกนะคะ" น้ำเสียงเนียนเน้นหนักจริงจัง แล้วตัดสายทันที วิมาดาถอนใจออกมาพร้อมกดวางสาย แล้วหันมาเห็นปวันยืนมอง...ปวันอยากรู้ว่าเนียนโทร.มาทำไม วิมาดาปั้นยิ้มไม่ตอบ ชวนเขากลับไปที่โต๊ะดีกว่า 

"เดี๋ยวครับ ผมมีของขวัญมาให้คุณวิด้วยนะ" ปวันหยิบเช็คออกมายื่นให้เธอ "ผมขอสมทบค่าเล่าเรียนครับ"

"ไม่เอาค่ะคุณเป้"

"รับไปเถอะครับ ผมทำให้คุณเดือดร้อน ทั้งตกงานทั้งไม่มีที่อยู่ ถ้าคุณไม่รับไว้ ผมคงรู้สึกผิดไปจนตาย" ปวันยัดเช็คใส่มือวิมาดา วิมาดายิ้มบางๆ กล่าวขอบคุณ แล้วพูดติดตลกว่า ถ้ารวยแล้วจะมาใช้คืนนะคะ...ปวันยิ้มๆ ขอดอกเบี้ยเพิ่มด้วย...แล้วทั้งคู่ก็เงียบงันกันไปสักพัก กระทั่งปวันเป็นฝ่ายจับมือวิมาดา อวยพรให้โชคดี

"เช่นกันค่ะ ลาก่อนนะคะคุณเป้" 

ปวันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ดึงวิมาดาเข้ามาสวมกอด...ต่างคนต่างกอดกันแน่น ร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย

ooooooo

เช้าขึ้น เนียนลงมาจากข้างบนไม่เห็นทั้งปวันและน้าพาณี ถามสาวใช้ก็ได้คำตอบว่าทั้งคู่เพิ่งออกไปด้วยกันเดี๋ยวนี้เอง แต่ไม่ทราบว่าไปไหน?

แจ้งหล้าพาปวันกับพาณีไปพบลูกของธุมาที่สถานรับเลี้ยงเด็ก โดยแจ้งหล้าเข้าไปตีสนิทกับพี่เลี้ยงซึ่งจำแจ้งหล้าได้ดีว่าเป็นเพื่อนพี่โบ หนทางจึงไม่ยากเย็น ยิ่งเมื่อแจ้งหล้าบอกว่าผู้ชายที่มาด้วยเป็นพ่อของเด็ก แต่แม่กับพ่อมีปัญหากัน ตอนนี้แยกกันอยู่ พ่อเขาอยากเจอลูกมาก ตนสงสารก็เลยอาสาพามา พี่เลี้ยงได้ฟังก็เห็นใจ อำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่

พาณีและปวันได้อุ้มชูใกล้ชิดน้องบุ้งกี๋เต็มอิ่ม สองคนเห่อไม่น้อยไปกว่ากัน ครั้นน้าหลานพากันกลับออกไปก็รีบแวะที่แผนกของใช้เด็ก เลือกซื้อทั้งเสื้อผ้าและของเล่นกันเต็มไม้ เต็มมือ พาณีนั้นตั้งใจจะเอาไปฝากทั้งลูกของโบและลูกของเนียนที่ใกล้จะลืมตาดูโลก

เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำ สองคนนั่งแยกของที่ซื้อมา ส่วนของปวันนั้นรีบเอาไปเก็บไว้บนห้องเรียบร้อยแล้ว เนียนเข้ามาเจอสองน้าหลานกับกองเสื้อผ้าเด็ก เข้าใจว่าสองคนเห่อลูกในท้องของเธอ ให้ความสำคัญตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า เนียนรู้สึกดีๆกับทั้งคู่ เดินยิ้มอารมณ์ดีขึ้นข้างบนโดยไม่ทักถามอะไร

เนียนเข้ามานั่งในห้องสักครู่ นึกอยากเอาใจสามีบ้างที่เขาให้ความสำคัญกับลูก จึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเลือกชุดนอนจะเอามาแขวนให้ปวันใส่คืนนี้ แต่สายตาเหลือบไปเห็นถุงใส่ของวางซุกอยู่ที่พื้น เธอย่อตัวลงเปิดถุงใส่ของดู พบว่าเป็นของเล่นเด็กหลากหลาย

"ทำเป็นฟอร์ม ที่แท้ก็เห่อ...ทำตัวน่ารักยังงี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย" เนียนพึมพำยิ้มๆ แล้วเก็บของเล่นเข้าที่ พลันก็ชะงักก้มมองท้องตัวเอง ก่อนจะมีสีหน้าขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายมีเรื่องกังวลใจบางอย่าง...

ooooooo

เช้านี้ธุมายังข้องใจไม่หาย ตั้งแต่เมื่อวานเย็นไปรับลูกกลับบ้าน เสื้อผ้าของลูกมีกลิ่นน้ำหอมที่เธอรู้สึกคุ้นมาก   แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้กลิ่นที่ไหน  และใครใช้ เมื่อไปส่งลูกในเช้านี้อีกครั้ง ธุมาจึงถามพี่เลี้ยงเด็กว่า ปกติน้องใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไร?

"หนูไม่ได้ใช้ค่ะ หัวหน้าห้ามฉีดน้ำหอม อาจารย์หมอกลัวเด็กจะแพ้น่ะค่ะ"

"ดีค่ะ" ธุมาปั้นยิ้ม ทั้งๆที่ยังติดใจสงสัยว่ากลิ่นน้ำหอมของใครมาติดเสื้อติดผมลูกชายตน

ขณะเดียวกันนั้น พาณีกำลังฉีดน้ำหอมหลังจากแต่งตัวเสร็จเตรียมออกจากบ้านพร้อมปวันที่นัดกันเอาไว้ดิบดี...

จากนั้นไม่นาน  สองคนน้าหลานก็ได้พบน้องบุ้งกี๋ที่สถานเลี้ยงเด็กโดยสะดวก พาณีอุ้มหลานไม่วาง เดี๋ยวกอดเดี๋ยวหอม ท่าทางหลงหลานชายเอามากๆ ปวันเองก็คอยเอาของเล่นที่ซื้อมามาเล่นกับลูก ส่วนเสื้อผ้าทั้งหมด สองคนให้ไปกับแจ้งหล้า ให้เอาไปให้ธุมาที่บริษัท แล้วให้บอกว่าแจ้งหล้าเป็นคนซื้อมาฝากหลาน 

ข้างฝ่ายเนียนที่ยังนอนตื่นสาย จนกระทั่งสาวใช้ต้องยกอาหารเช้าขึ้นมาให้ถึงในห้อง ส่วนอีกคนถือเสื้อเชิ้ตทำงานของปวันหลายตัวตามเข้ามาจะแขวนเข้าตู้ เนียนถามสาวใช้ที่เสิร์ฟอาหารว่า คุณเป้กับคุณน้าทานแล้วเหรอ คำตอบคือทานแล้ว และออกไปด้วยกันแล้วด้วย เนียนชักเริ่มสงสัย เมื่อวานทั้งคู่ก็ออกไปด้วยกัน จึงถามสาวใช้ รู้ไหมว่าเขาไปไหนกัน 

"หนูไม่ทราบหรอกค่ะ"

เนียนนิ่วหน้า เหลือบตามองไปทางสาวใช้อีกคนที่จัดเสื้อผ้าเข้าตู้  แล้วจู่ๆเนียนก็ลุกพรวดไปที่ตู้  ก้มลงค้นหาถุงของเล่นที่เห็นเมื่อคืน แต่ตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า 

"หาอะไรเหรอคะคุณเนียน" สาวใช้สงสัย

"ถุงใส่ของเล่นเด็ก เมื่อคืนฉันยังเห็นอยู่เลย"

สาวใช้อธิบายลักษณะถุงที่เนียนพูดถึง แล้วบอกเนียนว่า เห็นคุณเป้ถือขึ้นรถไปด้วย...

"เอาไปให้ใคร" เนียนถามเสียงแข็ง แต่สาวใช้ก็จนใจไม่รู้จริงๆ เนียนถึงกับหน้าเครียด รู้สึกระแวงขึ้นมาทันที...

ooooooo

(อ่านต่อพรุ่งนี้)